Liquidity Void คือช่องว่างของสภาพคล่องที่ทำให้ราคาวิ่งเร็วแบบไร้แรงต้าน บทความนี้จะพาไปเข้าใจว่าทำไมจุดเหล่านี้ถึงเกิดขึ้น และเทรดเดอร์สามารถใช้ประโยชน์จากมันยังไงในตลาด Forex
Liquidity Void คืออะไร?
Liquidity Void (หรือบางคนเรียกว่า “ช่องว่างสภาพคล่อง”) คือ พื้นที่บนกราฟที่แทบไม่มีออเดอร์ซื้อ–ขายเกิดขึ้นเลย เป็นช่วงที่ราคา “พุ่ง” หรือ “ดิ่ง” อย่างรุนแรง เพราะฝั่งใดฝั่งหนึ่ง—ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขาย—มีแรงมากกว่าอีกฝั่งจนตลาดเสียสมดุล พูดง่าย ๆ คือ ตลาด “โล่ง” จากออเดอร์อีกฝั่ง ทำให้ราคาวิ่งผ่านไปได้ง่าย เหมือนไม่มีใครมาต้านทาง ลองนึกภาพตอนตลาดทองคำหรือค่าเงิน EURUSD วิ่งเร็วหลังประกาศข่าวใหญ่ 📈 นั่นแหละ…คือตัวอย่างของ Liquidity Void ในชีวิตจริง
ความสัมพันธ์ระหว่าง Liquidity Void และ Smart Money Concept
ในระบบ SMC (Smart Money Concept) เทรดเดอร์จะให้ความสำคัญกับ “รอยเท้าของรายใหญ่” Liquidity Void คือหนึ่งในสัญญาณที่บอกว่ารายใหญ่ได้เข้าออเดอร์หนัก ๆ แล้วปล่อยให้ราคาวิ่งเร็ว เพื่อ “เคลียร์พื้นที่ราคา” ให้ไปถึงโซนถัดไปได้เร็วขึ้น
เมื่อรายใหญ่ทำแบบนั้น จะเกิดช่องว่างในกราฟ—ซึ่งต่อมา ราคามักกลับมาเติมเต็ม (Fill Void) เพื่อให้สมดุลของตลาดกลับคืน
💬 สรุปสั้น ๆ Liquidity Void = ช่องว่างของแรงซื้อ–ขายที่รายใหญ่สร้างไว้ และมักกลายเป็นจุดที่ราคากลับมาแตะในอนาคต
ลักษณะของ Liquidity Void ที่ควรรู้
การสังเกต Liquidity Void ไม่ยากเลย แค่ดูแท่งเทียน 3–4 แท่งต่อเนื่องกันในจังหวะที่ราคาวิ่งแรงผิดปกติ
จุดสังเกตสำคัญ
มีแท่งเทียนยาว ๆ ต่อเนื่องกัน (ขาขึ้นหรือขาลง)
ไส้เทียนของแท่งก่อนหน้าและถัดไป ไม่ทับกันเลย
เกิดหลังจากข่าวแรง หรือ Breakout จากโครงสร้างตลาด
Volume พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย
ทำไมราคาถึงวิ่งทะลุ Liquidity Void ได้เร็วขนาดนั้น?
เพราะไม่มีฝั่งตรงข้ามมารับแรงเทรด
เช่น ถ้ามีแต่แรงซื้อ ราคาก็พุ่งขึ้นโดยไม่มีแรงขายมาหยุดเป็นจุดที่รายใหญ่ตั้งใจ “เปิดทางราคา”
เพื่อให้ราคาวิ่งไปถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุดตลาดกำลัง “หาสมดุลใหม่” (Rebalance)
หลังจากแรงซื้อหรือแรงขายไม่เท่ากันเกิดจากการล่า Liquidity ก่อนหน้า
เช่น หลังจากรายใหญ่กิน Stop Loss ของรายย่อยเสร็จ ราคาจะพุ่งแรงผ่านช่องว่างทันที
วิธีเทรดด้วย Liquidity Void
อย่ารีบเข้าไม้ตามแรงวิ่งทันที เพราะ Liquidity Void คือสัญญาณของ “ราคาที่วิ่งเร็วเกินจริง” สิ่งที่มือโปรทำคือ “รอให้มันกลับมาเติมช่องก่อนเข้าไม้”
🔸 ขั้นตอนเทรดแบบปลอดภัย
ระบุช่อง Void ให้ชัดเจน
ใช้เส้นแนวนอนลากครอบแท่งเทียนช่วงที่ราคาวิ่งแรง (ไม่มีไส้ทับกัน)รอให้ราคากลับมาแตะโซน Void
ราคามักกลับมาเติมบางส่วนของช่อง เช่น 50–80% ของขนาด Voidดูแท่งยืนยัน (Confirmation Candle)
เช่น Pin Bar, Engulfing หรือ CHoCH เพื่อยืนยันว่าราคาจะกลับทิศตั้ง Stop Loss ให้พอดี
ถ้าเทรด Buy ให้ตั้ง SL ใต้ Void / ถ้าเทรด Sell ให้ตั้ง SL เหนือ Voidวางเป้าหมายกำไร (TP)
ตามแนวต้านถัดไป หรือ OB ที่อยู่ในทิศทางเดียวกับแรงหลัก
ตัวอย่างการเทรดจริงทองคำ (XAUUSD)
ในเดือนตุลาคม 2025 ราคาทองคำพุ่งขึ้นแรงจากระดับ 4,220$ ไปถึง 4,270$ ภายในไม่กี่ชั่วโมง หลังประกาศตัวเลข CPI ของสหรัฐ ระหว่างนั้นเกิด Liquidity Void ชัดเจนระหว่างโซน 4,240$ – 4,255$ เพราะแท่งเทียนขาขึ้นต่อเนื่องกันโดยไม่มีไส้ทับ ไม่กี่วันต่อมา ราคาย่อลงมาแตะ 4,245$ เพื่อ “เติมช่องว่างสภาพคล่อง” ก่อนดีดกลับขึ้นต่อถึง 4,280$
ผลลัพธ์: จุดเข้า Buy หลังเติม Void ให้ RR 1:3 และแม่นยำตรงตามจังหวะรายใหญ่พอดี 💰
เคล็ดลับจากโปรเทรดเดอร์
Liquidity Void ที่ “ใหญ่เกินไป” มักใช้เวลาหลายวันถึงสัปดาห์ในการเติม
ถ้า Void ทับกับ OB หรือ FVG โอกาสกลับตัวสูงขึ้น 2–3 เท่า
ในเทรนด์แรง อย่าคิดสวน Void ทันที ให้รอแท่งยืนยันก่อนเสมอ
TF ที่เห็นชัดที่สุดคือ H1–H4 แต่การเข้าไม้ให้แม่น ใช้ย่อดู M15 เพื่อจับจุดละเอียด
FAQ (คำถามพบบ่อย)
Q1: Liquidity Void ต่างจาก FVG ยังไง?
A: FVG เน้นช่องว่างระหว่างแท่งเทียน ส่วน Liquidity Void คือช่องว่างของ “แรงซื้อ–แรงขาย” ที่ไม่สมดุล อาจเกิดแม้แท่งจะทับกันบางส่วน
Q2: Liquidity Void ต้องปิดเต็มช่องเสมอไหม?
A: ไม่จำเป็น ราคาบางครั้งเติมเพียงบางส่วน (Partial Fill) แล้ววิ่งต่อได้เลย
Q3: มือใหม่ควรดู Liquidity Void ที่ TF ไหนดี?
A: เริ่มจาก H1 ก่อน เพราะเห็นภาพชัดและไม่หลอกตาเหมือน TF เล็ก
สรุป Liquidity Void คือ “ช่องว่างแห่งโอกาส”
Liquidity Void เป็นสัญญาณสำคัญที่รายใหญ่ทิ้งไว้ให้เทรดเดอร์อ่านออกว่า “ตลาดยังมีบางอย่างที่ต้องกลับมาเก็บ”เมื่อเข้าใจจุดเหล่านี้ คุณจะเห็นกราฟในมุมใหม่ ไม่ใช่แค่การขึ้น–ลง แต่เป็นการ “ไหลของแรงทุน” ที่แม่นยำและคาดเดาได้มากขึ้น ✨
👉 หากอยากเข้าใจการใช้ Liquidity Void, FVG และ OB ในระบบ SMC อย่างมืออาชีพ
ขอแนะนำคอร์ส “อ่านเกมเจ้ามือได้ก่อนใคร ด้วยระบบ SMC” จาก All Academy
เรียนจบแล้วคุณจะรู้ว่า “แรงของราคาไม่ได้เกิดจากกราฟ…แต่มาจากจิตวิทยาและการเคลื่อนไหวของเงินทุนจริง”
